.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

การแพทย์ทางเลือกหรือการแพทย์แบบผสมผสาน

การเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชนในอดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นผลมาจากการดำเนินชีวิตโดยไม่ค่อยสนใจต่อสุขภาพของตนเอง มีการใช้ร่างกายอย่างฟุ่มเฟือย เมื่อเจ็บป่วยก็จะปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของแพทย์ในการค้นหาและดำเนินการรักษาโรค  บ่อยครั้งจำเป็นต้องใช้การตรวจวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพความแม่นยำในการรักษามากยิ่งขึ้น แม้การแพทย์ของเราจะได้มีการพัฒนาความก้าวหน้าไปอย่างมาก ทั้งด้านบุคคลากร อุปกรณ์และเทคโนโลยี่ในทุกสาขา

แต่ในขณะเดียวกันความเจริญทางโลกยุคโลกาภิวัฒน์มีผลทำให้มีการพัฒนาของโรคตามไปด้วย มีโรคใหม่ที่เป็นอันตรายเช่น โรคเอดส์ มีโรคเดิมที่เคยควบคุมได้กำลังกลับมาระบาดใหม่เช่น วัณโรค มาลาเรีย โรคเท้าช้าง โรคเกี่ยวกับการ
บริโภคเช่นโรคอ้วนไขมันในเลือดสูง  โรคหัวใจ  โรคมะเร็ง เพิ่มสูงขึ้น  รวมถึงโรคแบบเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การแพทย์ทางเลือกหรือการแพทย์แบบผสมผสาน อาจมีรายละเอียดปลีกย่อย และแตกต่างกันไปบ้าง แต่ประเด็นสำคัญใหญ่ๆก็คือ การเลือกสรรอาหาร พืชผัก สมุนไพร ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย การออกกำลังกายเสริมสร้างสุขภาพ  การผักผ่อน การ
ฝึกควบคุมอารมณ์และจิตใจเหล่านี้ล้วนเป็นวิถีเพื่อสุขภาพที่ประหยัดและเป็นธรรมชาติ ในการสร้างเสริมภูมิชีวิตให้แข็งแรงช่วยตนเองให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ

การแพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine) คือการรักษาพยาบาลอีกรูปแบบหนึ่ง แตกต่างไปจากการแพทย์แผนปัจจุบัน (Conventional Medicine) ซึ่งผู้ที่ให้การรักษา จะต้องสำเร็จการศึกษาวิชาชีพแพทย์ และได้รับใบประกอบโรคศิลปะ เป็นแพทย์ทั่วไป หรือแพทย์เฉพาะทาง ส่วนแพทย์ทางเลือก เป็นวิทยาการผสมผสานให้ใกล้เคียงกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ มิใช่การแพทย์ที่ให้การรักษาโดยใช้ยาแผนปัจจุบัน ผู้ให้การรักษา ไม่จำเป็นต้องจบวุฒิทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่เป็นผู้ที่ผ่านการอบรม และได้รับการฝึกฝนจนเป็นที่ชำนาญในแต่ละสาขา เช่น

  1. Acupressure การใช้มือและนิ้วมือ ในการกดจุดตำแหน่งที่สำคัญของร่างกาย เพื่อให้เกิดพลังชีวิต
    ในการรักษาพยาบาล
  2. Acupuncture คล้ายกับการกดจุด แต่เป็นการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ คือ เข็ม ฝังลงในตำแหน่งต่างๆ
    ของร่างกาย เพื่อให้เกิดพลังไหลเวียนทั่วร่างกาย
  3. Aromatherapy เป็นการบำบัดรักษาด้วยน้ำมันหอมระเหยซึ่งได้จากพืช เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย
    จะเป็นวิธีการรักษา ที่ใช้ร่วมกับวิธีอื่นๆ เช่น การนวด
  4. Ayurvedic Medicine เป็นการบำบัดรักษาที่มีรากฐานจากประเทศอินเดีย มานานกว่า 5,000 ปี เช่น การ
    ฝึกโยคะ และทำสมาธิ โดยอาจให้การรักษาอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น สมุนไพรบำบัด การนวด
    ด้วยน้ำมัน และกำหนดชนิดอาหารเพื่อการสลายพิษ จะนำไปสู่ความสมดุลของร่างกาย
  5. Body Work เป็นการบำบัดเพื่อให้เกิดการผ่อนคลาย โดยเฉพาะบนกล้ามเนื้อและกระดูก ด้วยวิธีการ
    ฝึกให้มีการเคลื่อนไหว ของร่างกายที่เหมาะสม

การแพทย์ทางเลือก เป็นอีกทางหนึ่งที่นำมาเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจ

คำว่า “ทางเลือก” เทียบกับ “ทางหลัก” จะเข้าใจว่า เป็นอีกทางหนึ่ง ที่นำมาเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจ ที่จะใช้ทางไหน ทางหลัก คือทางที่ คนส่วนใหญ่ใช้กัน ส่วน ทางเลือก เป็นทางใหม่ หรือทางอื่น ที่เป็นตัวที่จะเลือกใช้ หากคนยอมรับและใช้กันมากก็จะกายเป็นทางหลักไปอีกเช่นกัน

ความหมาย ของการแพทย์ทางเลือก นั้นขึ้นกับ เวลา และสถานที่ ในระยะเวลาแตกต่างกันความหมายก็แตกต่างกันเช่น ในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 4 ในสมัยนั้น มีหมอฝรั่งนำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาใช้ในสยามประเทศ เราเรียกการแพทย์แผนตะวันตกในตอนนั้นว่า การแพทย์ทางเลือก ในสถานที่ต่างกันจะมีความหมายแตกต่างกัน เช่น ในประเทศอินเดีย จะใช้การแพทย์แผนอินเดีย เป็นการแพทย์หลักของประเทศอินเดีย เช่น การแพทย์อายุรเวช ถือเป็นการแพทย์แผนปัจจุบัน ของอินเดีย ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะประชาชนทั้งประเทศยอมรับที่จะใช้เป็นหลัก ประเทศจีน มีการใช้การแพทย์แผนโบราณของจีน เป็นหลัก ถือเป็นการแพทย์กระแสหลักของจีนเช่นเดียวกัน

สำหรับในประเทศไทย นั้น การแพทย์ทางเลือก คือ การแพทย์ที่ไม่ใช่ การแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทย การแพทย์อื่น ๆ ที่เหลือถือเป็นการแพทย์ทางเลือกทั้งหมด

การจำแนกการแพทย์แพทย์ทางเลือกนั้น จำแนกได้หลายแบบ วิธีแรกจำแนกตามการนำไปใช้มีดังนี้
Complementary Medicine คือ การแพทย์ทางเลือกที่นำไปใช้เสริมหรือใช้ร่วมกับการแพทย์แพทย์แผนปัจจุบัน
Alternative Medicine คือ การแพทย์ทางเลือกที่สามารถนำไปใช้ทดแทนการแพทย์แผนปัจจุบันได้ โดยไม่ต้องอาศัยการแพทย์แผนปัจจุบัน

การจำแนกตามกลุ่มของการแพทย์ทางเลือก หน่วยงานของ National Center of Complementary And Alternative Medicine (NCCAM) ของสหรัฐอเมริกา ได้จำแนกออกเป็น 5 กลุ่มดังนี้ เมื่อปี 2005
1. Alternative Medical Systems คือ การแพทย์ทางเลือกที่มีวิธีการตรวจรักษาวินิจฉัยและการบำบัดรักษาที่มีหลากหลายวิธีการ ทั้งด้านการให้ยา การใช้เครื่องมื่อมาช่วยในการบำบัดรักษาและหัตถการต่างๆ เช่น การแพทย์แผนโบราณของจีน (Traditional Chinese Medicine) การแพทย์แบบอายุรเวช ของอินเดีย เป็นต้น
2. Mind-Body Interventions คือ วิธีการบำบัดรักษาแบบใช้กายและใจ เช่น การใช้สมาธิบำบัด โยคะ ชี่กง เป็นต้น
3. Biologically Based Therapies คือวิธีการบำบัดรักษาโดยการใช้ สารชีวภาพ สารเคมีต่าง ๆ เช่น สมุนไพร วิตามิน Chelation Therapy , Ozone Therapy หรือแม้กระทั้งอาหารสุขภาพเป็นต้น
4. Manipulative and Body-Based Methods คือ วิธีการบำบัดรักษาโดยการใช้ หัตถการต่างๆ เช่น การนวด การดัด การจัดกระดูก Osteopathy ,Chiropractic เป็นต้น
5. Energy Therapies คือวิธีการบำบัดรักษา ที่ใช้ พลังงาน ในการบำบัดรักษา ที่สามารถวัดได้และไม่สามารถวัดได้ ในการบำบัดรักษา เช่น การสวดมนต์บำบัด พลังกายทิพย์ พลังจักรวาล เรกิ โยเร เป็นต้น

มาทำความรู้จักกับความเสี่ยงทางการแพทย์

ความเสี่ยงทางการแพทย์เป็นสถานการณ์ที่ไม่ดีซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการบริการทางการแพทย์ อาจเกิดขึ้นได้ทั้งต่อคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์ ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาจจะมาจากคน สถานที่หรือเครื่องมือ และกระบวนการบริหาร การป้องกันความเสี่ยงทางการแพทย์ที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และเมื่อมีความจำเป็นต้องรับการตรวจวินิจฉัยหรือรักษา ควรรับทราบข้อมูลจากแพทย์ที่ให้การรักษา

คนไข้ที่เข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคทั้งคนไข้ในและคนไข้นอกคือผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการรักษาพยาบาล เป็นผู้ที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์ หรือมีสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดที่เกิดจากขบวนการรักษาพยาบาลคนไข้ และไม่ใช่เกิดจากโรค สิ่งนี้เรียกว่า “ความเสี่ยงทางการแพทย์” ปัจจุบันนี้โรงพยาบาลทั่วไปส่วนใหญ่มีระบบลดความเสี่ยงทางการแพทย์อยู่แล้วเพื่อความปลอดภัยของคนไข้ ถ้าเราทำความเข้าใจและรู้จักกับความเสี่ยงทางการแพทย์เบื้องต้นให้มากขึ้น จะทำให้เข้าใจความเสี่ยงดังกล่าวและยังเข้าใจระบบการทำงานของโรงพยาบาลกันมากขึ้น

ความเสี่ยงทางการแพทย์ (Medical risk) หมายถึง สิ่งหรือสถานการณ์ที่ไม่ดีที่อาจเกิดขึ้นจากการบริการทางการแพทย์ มีความรุนแรงตั้งแต่เล็กน้อยจนเสียชีวิต ตัวอย่างที่พบเห็นบ่อยๆ ได้แก่ การแพ้ยา การติดเชื้อในโรงพยาบาล หรือความเสี่ยงต่อการเกิดกล้ามเนื้ออักเสบจากยาลดไขมัน เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้เป็นเหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และส่วนใหญ่ไม่มีทางรู้ล่วงหน้า ความเสี่ยงทางการแพทย์อาจป้องกันได้ด้วยการพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์และมีระบบดูแลความเสี่ยงที่เหมาะสม

ความเสี่ยงทางการแพทย์เกิดแก่ใครบ้าง
• คนไข้ที่มาพบแพทย์ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับความเสี่ยงโดยตรง เพราะถ้าเกิดอะไรไม่ดีก็จะเกิดกับคนไข้มากกว่า คนไข้นอกหรือคนไข้ในโรงพยาบาลมีโอกาสเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น ความเสี่ยงเหล่านี้อาจเกิดตั้งแต่ การตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การรักษา อาจมีความรุนแรงน้อยมากจนถึงมากสุดคือเสียชีวิต

• แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองกรณี กรณีแรกมีความเสี่ยงต่อตัวแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่ เช่น เกิดโรคติดต่อที่ติดจากการดูแลคนไข้ที่มีโรคติดต่อ อาจติดโรคร้ายแรง เช่น อีโบล่า วัณโรค ฯลฯ บางครั้งมีความรุนแรงถึงเสียชีวิต กรณีที่สอง คือเจ้าหน้าที่ทำงานพลาดทำให้เกิดความเสี่ยงต่อคนไข้ สาเหตุของการเกิดความเสี่ยงต่อคนไข้อาจเกิดจากการขาดทักษะในการทำงาน ขาดการพักผ่อนเพราะต้องทำงานต่อเนื่องอย่างหนัก หรือขาดการพัฒนาความรู้ความสามารถ ถ้าหากเกิดขึ้นแล้วเจ้าหน้าที่คนนั้นหรือโรงพยาบาลก็อาจถูกฟ้อง ถูกไล่ออก โรงพยาบาลหรือหน่วยงานต้องจ่ายเงินชดเชย ต้นเหตุของความเสี่ยงทางการแพทย์ ความเสี่ยงทางการแพทย์สามารถเกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังตารางต่อไปนี้ ชนิดความเสี่ยง ปัจจัยสำคัญ ตัวอย่าง เกิดจากคน ผู้ป่วย ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่กินยาสม่ำเสมอ ปฏิเสธการรักษา แพทย์/บุคลาการทางการแพทย์ ขาดทักษะ ประมาท มีภาระงานมาก ขาดการฝึกอบรม คนภายนอก ความผิดพลาดจากบริษัทเครื่องมือแพทย์ บริษัทยา การส่งตรวจเลือดพิเศษภายนอก เกิดจากสถานที่/เครื่องมือไม่ปลอดภัย สถานที่ สถานที่ไม่สะอาด ไม่ปลอดภัย มีการติดเชื้อง่าย เครื่องมือ อุปกรณ์ไม่ครบ เครื่องมือเสื่อม ล้างไม่สะอาดทำให้มีโรคติดต่อในโรงพยาบาล เกิดจากการบริหารงาน ขาดระบบตรวจสอบ มีความเสี่ยง ไม่รู้สาเหตุ ไม่แก้ไข ขาดทักษะการแก้ปัญหา มีความเสี่ยง รู้สาเหตุ แต่แก้ไขผิดวิธี ขาดการบริหารบุคคลที่ดี

เครื่องมือแพทย์เร่งขยายตลาดรับอาเซียน

เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้คนหันมาใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น จำนวนผู้ใช้บริการทางการแพทย์ต่อปีจึงเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เครื่องมือทางการแพทย์ก็ต้องมีความพร้อมในการใช้งาน และรองรับผู้ป่วยได้ทันท่วงที หรือแม้แต่การแพทย์ด้านความสวยความงามก็เช่นเดียวกัน ตลาดส่วนนี้มีความต้องการนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อดึงดูดใจผู้ใช้บริการ

สำหรับประเทศไทยถือเป็นประเทศนำเข้าเครื่องมือแพทย์รายใหญ่ในอาเซียน ถึงจะไม่ใช่ประเทศผู้ผลิต แต่การนำเข้าเครื่องมือแพทย์ต่างๆ จะต้องเล็งเห็นแล้วว่า มีความต้องการของตลาด สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ใช้งานอย่างคุ้มค่า เพราะเครื่องมือแพทย์แต่ละเครื่องราคาไม่น้อย เครื่องที่ฟังก์ชันเยอะ หรือเครื่องที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ราคาเหยียบล้านบาทเลยทีเดียว การแข่งขันจึงสูงขึ้น ยิ่งเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว บริษัทนำเข้าเครื่องมือแพทย์ยิ่งต้องเร่งขยายตลาดเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในอาเซียน และเพื่อเพิ่มช่องทางให้แก่ธุรกิจด้วย รายได้จากธุรกิจนี้ก็จะงอกงามมากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้

ดังนั้นแนวโน้มตลาดอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยจึงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก ประกอบกับธุรกิจโรงพยาบาลรัฐและเอกชนกำลังเร่งปรับตัวเพิ่มศักยภาพทางด้านการรักษาทางการแพทย์ ทำให้มีการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อรองรับบริการของผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกันธุรกิจคลินิกเสริมความงามต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่าพันสาขา ทำให้มีความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เกี่ยวกับผิวหนังและเวชสำอางค่อนข้างมาก รวมทั้งอุปกรณ์ดูแลสัดส่วนที่ตลาดมีการขยายตัว ทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์ได้รับความนิยม มียอดขายเติบโตมากขึ้น จากกระแสลูกค้ารักสุขภาพ รักสวยรักงาม ทำให้คลินิกความงามและสถาบันลดน้ำหนักสั่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านนี้เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย เครื่องมือแพทย์ต่างๆ ยังขยายตลาดอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีอย่างเต็มรูปแบบ ภายในปลายปี 2558 ด้วย ประเทศไทยถือว่าได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ที่ตั้งและศักยภาพทางการแพทย์ จึงเป็นโอกาสที่จะหาพันธมิตรในการจัดตั้งบริษัทและเปิดสาขาเพื่อจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น ลาว , กัมพูชา และพม่าที่มีความต้องการสินค้าประเภทนี้มากขึ้น และบริษัทต้องการผลักดันให้มีสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมียอดขายเฉพาะในประเทศเท่านั้น และยังมีแผนจะขยายไลน์จัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์เจาะกลุ่มสัตวแพทย์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยที่รักสัตว์มากขึ้น รวมทั้งขยายการจัดจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉินด้วย

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม

ในสุภาพสตรีโรคมะเร็งเป็นโรคที่ควรระวัง เพราะมีอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านมนั้นสามารถสังเกตด้วยตัวเองเบื้องต้นได้ง่ายๆ เช่น เมื่อมีอาการเจ็บที่เต้านม มีก้อนที่เต้านม หรือมีเลือดออก ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ โดนเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้นควรรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ

วิธีตรวจมะเร็งเต้านมเบื้องต้น มีดังนี้

1.การตรวจเต้านมด้วยการคลำ สุภาพสตรีทุกท่านสามารถคลำเต้านมตนเองได้ และ หากไม่แน่ใจ ให้แพทย์เป็นผู้คลำเต้านม เพื่อประเมินความผิดปกติ ซึ่ง อาจพบก้อนที่เต้านมหรือต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ หรืออาจพบจุดกดเจ็บที่เต้านม

2.การตรวจทางรังสี ด้วยเครื่องแมมโมแกรม(mammogram) หรือ อัลตราซาวด์(ultrasound)

3.การใช้เข็มเจาะก้อนที่เต้านม เพื่อนำเซลล์ของเต้านม หรือ เนื้อเยื่อเต้านม เพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม เป็นการใช้รังสีในการตรวจ คล้ายกับการเอกซเรย์ แต่ใช้รังสีเพียงนิดเดียว แต่ละเอียดกว่าเครื่องทั่วไปมากนการตรวจแมมโมแกรม โดยทั่วไป จะฉายรูปเต้านมด้านละ 2 รูป โดยการบีบเนื้อนมเข้าหากัน และ ถ่ายรูปจากด้านบน และ ด้านข้างอย่างละหนึ่งรูป รวมการตรวจแมมโมแกรมในระบบมาตรฐาน 4 รูป ในกรณีที่พบจุดสงสัย อาจมีการถ่ายรูปเพิ่มหรือ ขยายรูป เพื่อให้เกิดความชัดเจน   เครื่องแมมโมแกรมสามารถมองเห็นก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็กที่มือไม่สามารถคลำเจอได้ ซึ่งสามารถใช้เครื่องแมมโมแกรมตรวจเท่านั้นจึงจะพบ

การตรวจแมมโมแกรมมีประโยชน์มากในมะเร็งระยะเริ่มต้นที่มีขนาดเล็ก สามารถตรวจได้ในก้อนมะเร็งขนาดเล็ก จะใช้ได้ดีในคนที่อายุ 40 ขึ้นไป ที่เนื้อเต้านมไม่หนาแน่นมากการตรวจแมมโมแกรมจะจับรายละเอียดได้ง่ายกว่าผู้หญิงที่อายุยังน้อย เพราะบอกได้ยากว่าเป็นก้อนเนื้อหรือไม่

การตรวจแมมโมแกรมสำหรับผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจปีละ 1 ครั้ง ถึงแม้จะมีความผิดปกติใดๆเลยก็ตาม เพราะผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งทุกคน ดังนั้นควรจะทำการรักษาไว้ตั้งแต่เริ่มต้น