มาทำความรู้จักกับความเสี่ยงทางการแพทย์

ความเสี่ยงทางการแพทย์เป็นสถานการณ์ที่ไม่ดีซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการบริการทางการแพทย์ อาจเกิดขึ้นได้ทั้งต่อคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์ ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาจจะมาจากคน สถานที่หรือเครื่องมือ และกระบวนการบริหาร การป้องกันความเสี่ยงทางการแพทย์ที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และเมื่อมีความจำเป็นต้องรับการตรวจวินิจฉัยหรือรักษา ควรรับทราบข้อมูลจากแพทย์ที่ให้การรักษา

คนไข้ที่เข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคทั้งคนไข้ในและคนไข้นอกคือผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการรักษาพยาบาล เป็นผู้ที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์ หรือมีสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดที่เกิดจากขบวนการรักษาพยาบาลคนไข้ และไม่ใช่เกิดจากโรค สิ่งนี้เรียกว่า “ความเสี่ยงทางการแพทย์” ปัจจุบันนี้โรงพยาบาลทั่วไปส่วนใหญ่มีระบบลดความเสี่ยงทางการแพทย์อยู่แล้วเพื่อความปลอดภัยของคนไข้ ถ้าเราทำความเข้าใจและรู้จักกับความเสี่ยงทางการแพทย์เบื้องต้นให้มากขึ้น จะทำให้เข้าใจความเสี่ยงดังกล่าวและยังเข้าใจระบบการทำงานของโรงพยาบาลกันมากขึ้น

ความเสี่ยงทางการแพทย์ (Medical risk) หมายถึง สิ่งหรือสถานการณ์ที่ไม่ดีที่อาจเกิดขึ้นจากการบริการทางการแพทย์ มีความรุนแรงตั้งแต่เล็กน้อยจนเสียชีวิต ตัวอย่างที่พบเห็นบ่อยๆ ได้แก่ การแพ้ยา การติดเชื้อในโรงพยาบาล หรือความเสี่ยงต่อการเกิดกล้ามเนื้ออักเสบจากยาลดไขมัน เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้เป็นเหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และส่วนใหญ่ไม่มีทางรู้ล่วงหน้า ความเสี่ยงทางการแพทย์อาจป้องกันได้ด้วยการพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์และมีระบบดูแลความเสี่ยงที่เหมาะสม

ความเสี่ยงทางการแพทย์เกิดแก่ใครบ้าง
• คนไข้ที่มาพบแพทย์ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับความเสี่ยงโดยตรง เพราะถ้าเกิดอะไรไม่ดีก็จะเกิดกับคนไข้มากกว่า คนไข้นอกหรือคนไข้ในโรงพยาบาลมีโอกาสเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น ความเสี่ยงเหล่านี้อาจเกิดตั้งแต่ การตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การรักษา อาจมีความรุนแรงน้อยมากจนถึงมากสุดคือเสียชีวิต

• แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองกรณี กรณีแรกมีความเสี่ยงต่อตัวแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่ เช่น เกิดโรคติดต่อที่ติดจากการดูแลคนไข้ที่มีโรคติดต่อ อาจติดโรคร้ายแรง เช่น อีโบล่า วัณโรค ฯลฯ บางครั้งมีความรุนแรงถึงเสียชีวิต กรณีที่สอง คือเจ้าหน้าที่ทำงานพลาดทำให้เกิดความเสี่ยงต่อคนไข้ สาเหตุของการเกิดความเสี่ยงต่อคนไข้อาจเกิดจากการขาดทักษะในการทำงาน ขาดการพักผ่อนเพราะต้องทำงานต่อเนื่องอย่างหนัก หรือขาดการพัฒนาความรู้ความสามารถ ถ้าหากเกิดขึ้นแล้วเจ้าหน้าที่คนนั้นหรือโรงพยาบาลก็อาจถูกฟ้อง ถูกไล่ออก โรงพยาบาลหรือหน่วยงานต้องจ่ายเงินชดเชย ต้นเหตุของความเสี่ยงทางการแพทย์ ความเสี่ยงทางการแพทย์สามารถเกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังตารางต่อไปนี้ ชนิดความเสี่ยง ปัจจัยสำคัญ ตัวอย่าง เกิดจากคน ผู้ป่วย ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่กินยาสม่ำเสมอ ปฏิเสธการรักษา แพทย์/บุคลาการทางการแพทย์ ขาดทักษะ ประมาท มีภาระงานมาก ขาดการฝึกอบรม คนภายนอก ความผิดพลาดจากบริษัทเครื่องมือแพทย์ บริษัทยา การส่งตรวจเลือดพิเศษภายนอก เกิดจากสถานที่/เครื่องมือไม่ปลอดภัย สถานที่ สถานที่ไม่สะอาด ไม่ปลอดภัย มีการติดเชื้อง่าย เครื่องมือ อุปกรณ์ไม่ครบ เครื่องมือเสื่อม ล้างไม่สะอาดทำให้มีโรคติดต่อในโรงพยาบาล เกิดจากการบริหารงาน ขาดระบบตรวจสอบ มีความเสี่ยง ไม่รู้สาเหตุ ไม่แก้ไข ขาดทักษะการแก้ปัญหา มีความเสี่ยง รู้สาเหตุ แต่แก้ไขผิดวิธี ขาดการบริหารบุคคลที่ดี

เครื่องมือแพทย์เร่งขยายตลาดรับอาเซียน

เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้คนหันมาใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น จำนวนผู้ใช้บริการทางการแพทย์ต่อปีจึงเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เครื่องมือทางการแพทย์ก็ต้องมีความพร้อมในการใช้งาน และรองรับผู้ป่วยได้ทันท่วงที หรือแม้แต่การแพทย์ด้านความสวยความงามก็เช่นเดียวกัน ตลาดส่วนนี้มีความต้องการนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อดึงดูดใจผู้ใช้บริการ

สำหรับประเทศไทยถือเป็นประเทศนำเข้าเครื่องมือแพทย์รายใหญ่ในอาเซียน ถึงจะไม่ใช่ประเทศผู้ผลิต แต่การนำเข้าเครื่องมือแพทย์ต่างๆ จะต้องเล็งเห็นแล้วว่า มีความต้องการของตลาด สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ใช้งานอย่างคุ้มค่า เพราะเครื่องมือแพทย์แต่ละเครื่องราคาไม่น้อย เครื่องที่ฟังก์ชันเยอะ หรือเครื่องที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ราคาเหยียบล้านบาทเลยทีเดียว การแข่งขันจึงสูงขึ้น ยิ่งเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว บริษัทนำเข้าเครื่องมือแพทย์ยิ่งต้องเร่งขยายตลาดเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในอาเซียน และเพื่อเพิ่มช่องทางให้แก่ธุรกิจด้วย รายได้จากธุรกิจนี้ก็จะงอกงามมากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้

ดังนั้นแนวโน้มตลาดอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยจึงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก ประกอบกับธุรกิจโรงพยาบาลรัฐและเอกชนกำลังเร่งปรับตัวเพิ่มศักยภาพทางด้านการรักษาทางการแพทย์ ทำให้มีการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อรองรับบริการของผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกันธุรกิจคลินิกเสริมความงามต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่าพันสาขา ทำให้มีความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เกี่ยวกับผิวหนังและเวชสำอางค่อนข้างมาก รวมทั้งอุปกรณ์ดูแลสัดส่วนที่ตลาดมีการขยายตัว ทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์ได้รับความนิยม มียอดขายเติบโตมากขึ้น จากกระแสลูกค้ารักสุขภาพ รักสวยรักงาม ทำให้คลินิกความงามและสถาบันลดน้ำหนักสั่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านนี้เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย เครื่องมือแพทย์ต่างๆ ยังขยายตลาดอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีอย่างเต็มรูปแบบ ภายในปลายปี 2558 ด้วย ประเทศไทยถือว่าได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ที่ตั้งและศักยภาพทางการแพทย์ จึงเป็นโอกาสที่จะหาพันธมิตรในการจัดตั้งบริษัทและเปิดสาขาเพื่อจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น ลาว , กัมพูชา และพม่าที่มีความต้องการสินค้าประเภทนี้มากขึ้น และบริษัทต้องการผลักดันให้มีสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมียอดขายเฉพาะในประเทศเท่านั้น และยังมีแผนจะขยายไลน์จัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์เจาะกลุ่มสัตวแพทย์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยที่รักสัตว์มากขึ้น รวมทั้งขยายการจัดจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉินด้วย

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม

ในสุภาพสตรีโรคมะเร็งเป็นโรคที่ควรระวัง เพราะมีอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านมนั้นสามารถสังเกตด้วยตัวเองเบื้องต้นได้ง่ายๆ เช่น เมื่อมีอาการเจ็บที่เต้านม มีก้อนที่เต้านม หรือมีเลือดออก ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ โดนเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้นควรรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ

วิธีตรวจมะเร็งเต้านมเบื้องต้น มีดังนี้

1.การตรวจเต้านมด้วยการคลำ สุภาพสตรีทุกท่านสามารถคลำเต้านมตนเองได้ และ หากไม่แน่ใจ ให้แพทย์เป็นผู้คลำเต้านม เพื่อประเมินความผิดปกติ ซึ่ง อาจพบก้อนที่เต้านมหรือต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ หรืออาจพบจุดกดเจ็บที่เต้านม

2.การตรวจทางรังสี ด้วยเครื่องแมมโมแกรม(mammogram) หรือ อัลตราซาวด์(ultrasound)

3.การใช้เข็มเจาะก้อนที่เต้านม เพื่อนำเซลล์ของเต้านม หรือ เนื้อเยื่อเต้านม เพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม เป็นการใช้รังสีในการตรวจ คล้ายกับการเอกซเรย์ แต่ใช้รังสีเพียงนิดเดียว แต่ละเอียดกว่าเครื่องทั่วไปมากนการตรวจแมมโมแกรม โดยทั่วไป จะฉายรูปเต้านมด้านละ 2 รูป โดยการบีบเนื้อนมเข้าหากัน และ ถ่ายรูปจากด้านบน และ ด้านข้างอย่างละหนึ่งรูป รวมการตรวจแมมโมแกรมในระบบมาตรฐาน 4 รูป ในกรณีที่พบจุดสงสัย อาจมีการถ่ายรูปเพิ่มหรือ ขยายรูป เพื่อให้เกิดความชัดเจน   เครื่องแมมโมแกรมสามารถมองเห็นก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็กที่มือไม่สามารถคลำเจอได้ ซึ่งสามารถใช้เครื่องแมมโมแกรมตรวจเท่านั้นจึงจะพบ

การตรวจแมมโมแกรมมีประโยชน์มากในมะเร็งระยะเริ่มต้นที่มีขนาดเล็ก สามารถตรวจได้ในก้อนมะเร็งขนาดเล็ก จะใช้ได้ดีในคนที่อายุ 40 ขึ้นไป ที่เนื้อเต้านมไม่หนาแน่นมากการตรวจแมมโมแกรมจะจับรายละเอียดได้ง่ายกว่าผู้หญิงที่อายุยังน้อย เพราะบอกได้ยากว่าเป็นก้อนเนื้อหรือไม่

การตรวจแมมโมแกรมสำหรับผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจปีละ 1 ครั้ง ถึงแม้จะมีความผิดปกติใดๆเลยก็ตาม เพราะผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งทุกคน ดังนั้นควรจะทำการรักษาไว้ตั้งแต่เริ่มต้น

การพัฒนาเทคโนโลยีของโรงพยาบาลและด้านการแพทย์ในปัจจุบันนี้

9

ความสามารถของเทคโนโลยีเครือข่ายช่วยให้โรงพยาบาลสามารถทำการผ่าตัดจากระยะไกลเพื่อให้บริการด้านสาธารณะสุข เข้าถึงทุกท้องถิ่นในประเทศจากการที่ประเทศแคนาดา ได้ทำการผ่านตัดจากระยะไกลแบบข้ามประเทศ ภายใต้โครงการสาธารณะสุขทางไกล ได้เป็นผลสำเร็จเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์ ที่ก้าวหน้าที่สุดในปัจจุบัน โดยมีเทคโนโลยีด้านเครือข่ายและเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ที่นำมาผสมผสานกัน เพื่อบริการด้านการแพทย์ที่มีคุณภาพแก่ประชาชน

ในการผ่าตัดนั้นความเที่ยงตรงและความนิ่งของศัลยแพทย์นั้น นับเป็นหัวใจสำคัญในการทำการผ่าตัดผู้ป่วย แต่ในปัจจุบันนี้ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านการแพทย์ ที่ได้ใช้เทคโนโลยีเครือข่ายประกอบกับหุ่นยนต์ เข้ามาเพื่อที่จะช่วยให้แพทย์ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2546 ที่ผ่านมานี้ทางโรงพยาบาลเซนต์โยเซฟในประเทศแคนาดา ได้มีการนำเทคโนโลยีการผ่าตัดจากระยะไกลมาใช้ สำหรับการผ่านตัดแบบเปิดแผลขนาดเล็กที่คณะศัลยแพทย์ อยู่ห่างจากโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดไกลถึง 250 ไมล์ และเป็นครั้งแรกสำหรับการผ่าตัดจากระยะไกลในประเทศแคนาดา ซึ่งต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ด้านการแพทย์ของโลก กับความสำเร็จและความก้าวหน้าด้านสาธารณะสุข

โดยการผ่าตัดในครั้งนั้นศัลยแพทย์ต้องควบคุมกลไกของอุปกรณ์มือกลสามชิ้น ที่จำลองการทำงานจากการขยับของนิ้วมือศัลยแพทย์ในการผ่าตัด โดยด้านหน้าของแผงควบคุมนั้น จะสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของมือกลไปทางซ้ายและขวา ตลอดจนควบคุมระบบกล้องที่จะให้ภาพที่ชัดเจนในระหว่างการผ่าตัด และตลอดระยะเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา ก็ได้มีการผ่าตัดจากระยะไกลด้วยหุ่นยนต์นี้ ในประเทศแคนาดาแล้วอีกหลายต่อหลายครั้งและทางโรงพยาบาลเซนต์โยเซฟ ก็มีแผนที่จะขยายการผ่าตัดจากระยะไกลนี้ออกไปสำหรับอีก 2 โรงพยาบาล ในพื้นที่ห่างไกลภายในสิ้นปี 2546 นี้ สำหรับเบื้องหลังความสำเร็จของการผ่านตัดจากระยะไกลนั้น โซลูชันด้านระบบเครือข่ายที่มีความเสถียรและปลอดภัยนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งโดยในกรณีโรงพยาบาลเซนต์โยเซฟนี้ ได้ใช้บริการด้านเครือข่ายส่วนตัวเสมือน หรือ Virtual Private Network, VPN จากบริษัทเบลล์แคนาดา ซึ่งนับว่าเป็นบริการการสื่อสารโทรคมนาคม ที่มีความปลอดภัยที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างสำนักสาขาต่างๆ ขององค์กร

เทคโนโลยีการรักษาดวงตาโดยการทำเลสิค

การทำเลสิก เป็นความก้าวหน้าทางวิทยาการที่ได้นำเอาแสงเลเซอร์มาใช้แก้ไขความผิดปกติของสายตาไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ผู้ที่ได้รับการรักษาสามารถลดการพึ่งพาการใช้แว่นตาหรือไม่ต้องใช้แว่นตา หรือไม่ต้องใส่คอนแทคเลนส์อีกต่อไป ปัจจุบันมีการใช้แสงเลเซอร์ด้วยเครื่องเอ็กไซเมอร์เลเซอร์ ในการแก้ไขความผิดปกติของสายตา

แสงเลเซอร์ตัวนี้มีความแม่นยำสูงมาก สามารถใช้ปรับความโค้งของกระจกตาให้แสงตกกระทบแล้วโฟกัสลงจอประสาทตาพอดี ทำให้การมองเห็นชัดขึ้น อาศัยการผ่าตัดซึ่งใช้เวลาไม่นาน อุปกรณ์ที่ใช้ก็มีเพียง 2 อย่างคือเครื่องเลเซอร์และเครื่องแยกชั้นกระจกตา การรักษาเริ่มต้นโดยการใช้เครื่องแยกกระจกตาออกมา จากนั้นใช้เลเซอร์ขัดกระจกตาให้ได้รูปทรงที่ถูกต้อง จากนั้นนำกระจกตากลับไปไว้ยังตำแหน่งเดิม เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ซึ่งรวดเร็วและมีผลข้างเคียงน้อยมากๆ

การทำเลสิคเป็นการผ่าตัดแก้ไขปัญหาสายตาที่ไม่มีเลือดออก

ไม่ใช้ยาชาหรือยาสลบ ใช้เพียงน้ำยาหยอดตาเท่านั้น การทำเลสิกจะให้ผลการรักษาที่แม่นยำมาก ทำแล้วกลับบ้านได้เลย จะมีเพียงบางรายที่แผลหายช้าบ้าง แต่โดยรวมถือว่าไม่นาน ซึ่งโอกาสในการติดเชื้อก็ต่ำมาก การรักษาความผิกปกติของสายตาด้วยวิธีเลสิกคือสามารถรักษาความผิดปกติของตาได้อย่างถาวร ใช้เวลาไม่นาน สามารถมองเห็นได้ทันทีหลังผ่าตัด ไม่มีการใช้ยาชาหรือเย็บแผล ทำเสร็จกลับบ้านได้เลย แต่ยังมีราคาค่ารักษาค่อนข้างสูง และอาจจะมีผลข้างเคียงบ้างเช่นเคืองตา น้ำตาไหลในช่วงวันสองวันแรกหลังการผ่าตัด แต่ก็ยังถือว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยมากและยังไม่มีรายงานการสูญเสียดวงตาจากการทำเลสิก

ผู้ที่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธีเลสิก

– ผู้ที่มีความประสงค์ที่จะลดการพึ่งพาแว่นตา หรือคอนแทคเลนส์ เนื่องจากเกิดปัญหาในการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน
– ผู้เข้ารับการรักษาควรมีอายุอย่างน้อย 18 ปี และมีระดับสายตาคงที่อย่างน้อยเป็นเวลา 1 ปี
– ไม่มีโรคของกระจกตา เช่น กระจกตาย้วยหรือความหนาของกระจกตาไม่เพียงพอ หรือโรคที่เกี่ยวกับการหายของแผลในร่างกาย
– ไม่ควรอยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากเป็นระยะที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง
– สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป การรักษาเป็นการทำให้ระดับสายตากลับมาเป็นปกติ ดังนั้นอาจมีความจำเป็นต้องใช้แว่นในการอ่านหนังสือ เช่นเดียวกับคนสายตาปกติทั่วไป
– มีความเข้าใจ และความคาดหวังที่ถูกต้องเกี่ยวกับการรักษาด้วยวิธีเลสิก

การบริการทางการแพทย์ และสาธารณสุขในชนบท

xiiicongresohospitales

บริการสาธารณสุขของรัฐบาลได้ดำเนินการ โดยการจัดเป็นระบบที่สอดคล้องกับระบบการบริหารงานส่วนของภูมิภาค ได้แก่อำเภอ จังหวัด และในระดับตำบล  โดยกระทรวงสาธารณสุขจัดให้มีสถานีอนามัย และมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างน้อยสองคนอยู่ประจำให้บริการสาธารณสุขพื้นฐานในทุกอำเภอที่มีประชาชนอยู่หนาแน่น นอกจากนั้นโรงพยาบาลชุมชนยังคอยรับรักษา หรือให้คำปรึกษาเมื่อสถานีอนามัยตำบลได้ส่งผู้ป่วยที่เกินขีดความสามารถที่ตนจะทำการรักษาได้มาให้ในเรื่องของการเจ็บป่วยโดยทั่วไป โรงพยาบาลชุมชนสามารถให้การช่วยเหลือได้แทบทั้งหมด ยกเว้นแต่อาการป่วยบางชนิดที่ต้องการการดูแลและการตรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน หรือต้องการผ่าตัด

ซึ่งโรงพยาบาลชุมชนจะส่งต่อไปให้โรงพยาบาลจังหวัด เพราะมีแพทย์ เจ้าหน้าที่ และวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการรักษาพยาบาลมากกว่าแม้รัฐบาลจะได้พยายามจัดให้มีระบบบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง  แต่ก็ยังมีปัญหาเนื่องจากทรัพยากรของรัฐมีจำกัดและประชาชนเพิ่มมากขึ้นนอกจากนี้ เหตุผลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ปัญหาสาธารณสุขที่พบในชนบทนั้นเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องราวของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยตนเอง ด้วยความไม่รู้และไม่เข้าใจนี้ทำให้ประชาชนต้องประสบกับอันตราย โดยไม่ไปปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่สถานีอนามัย โรงพยาบาลชุมชน อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ดังนั้น การที่จะขยายบริการสาธารณสุขให้ครอบคลุมประชากรในชนบทให้มากยิ่งขึ้น มีการใช้ประโยชน์ของสถานบริการต่างๆ อย่างเต็มที่และประชาชนสามารถรักษาโรคได้ นั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงต้องคำนึงถึงกลวิธีใหม่ โดยการพัฒนาประชาชนให้เกิดความรู้ความสามารถที่จะช่วยเหลือหรือดำเนินการสาธารณสุขที่จำเป็นในขั้นมูลฐานได้ด้วยตนเอง  โดยวิธีการนี้ก็จะมีงานสาธารณสุขที่ประชาชนทำได้และที่ประชาชนทำไม่ได้

ซึ่งรัฐบาลจะทำในสิ่งที่ประชาชนทำไม่ได้และจะต้องทำการพัฒนาสนับสนุนให้ประชาชนเกิดความสามารถทำในสิ่งที่เขาสามารถทำได้โดยนำวิทยาการ ต่างๆ มาช่วยในการให้ความรู้แก่ประชาชน ถ้าหากประชาชนทุกคนได้ร่วมกันปฏิบัติงานสาธารณสุขในขั้นพื้นฐาน รัฐจะต้องให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดผลต่อประสิทธภาพ และประสิทธิผลของการบริการสาธารณสุขพื้นฐาน เพราะหากประชาชนทุกคนมีสุขภาพอนามัยดีแล้ว ก็จะทำให้การพัฒนาทางสังคมของประเทศดีขึ้นด้วยและยังช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีตามอย่างแน่นอน

วิธีการรักษาด้านแพทย์แผนจีนที่ทั่วโลกต่างยอมรับ

แพทย์แผนจีนเป็นศาสตร์การแพทย์ที่เห็นผลการรักษาได้รวดเร็ว มีผลข้างเคียงน้อย สามารถรักษาโรคได้อย่างกว้างขวาง ในราคาไม่แพง หลักการและทฤษฎีการแพทย์แผนจีนได้ถูกบันทึกและพัฒนาสืบต่อมานานกว่า 5,000 ปี และได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แพทย์จากทั่วโลก และคนทั่วไป ในฐานะการแพทย์แบบองค์รวมในระบบสุขภาพของโลก วิธีการรักษาของการแพทย์แผนจีนมีหลากหลายวิธี โดยแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆได้แก่ การรักษาภายในด้วยการรับประทานยาและการรักษาภายนอกด้วยยาทา การนาบด้วยความร้อน การรม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีวิธีการรักษาโดยไม่ใช้ยาแบบอื่น เช่น การฝังเข็ม การใช้กระปุกร้อนอังผิวหนัง การขูดผิวหนัง การนวดกดจุด การนวดและชี่กง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีวิธีการรักษาด้วยการรับประทานยาหรืออาหารบำรุงประเภทต่างๆอีกด้วย

ปัจจุบันการแพทย์และยาแผนจีนได้รับการพัฒนาและแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ทั้งยังมีความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนด้านการแพทย์แผนจีนในระดับนานาชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้การแพทย์แผนจีนมีบทบาทมากขึ้นในวงการการแพทย์โลก และคาดการณ์ว่าการแพทย์แผนจีนจะสามารถประโยชน์อย่างกว้างขวางแก่การรักษาสุขภาพอนามัยของชาวโลกในอนาคต เป็นระบบบำบัดรักษาความเจ็บป่วยที่ละเอียดลึกซึ้งและสมบูรณ์แบบ ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก การตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัยโรคจะต้องกระทำโดยการซักประวัติผู้ป่วย การสังเกตวิเคราะห์ส่วนต่างๆของร่างกาย การสัมผัส และการจับจังหวะชีพจร ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยความละเอียดลออและความชำนาญพิเศษ

แพทย์แผนจีนได้มีการให้บริการในประเทศไทยมานานแล้วในกลุ่มชาวจีน

ต่อมาได้ขยายความนิยมมาสู่คนรุ่นใหมโดยทั่วไป ที่นิยมการใช้ยาสมุนไพรมากกว่าการใช้ยาที่ได้จากการสังเคราะห์ และผู้ที่มองหาการแพทย์ทางเลือกต่างหาก จากการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันการแพทย์แผนจีนได้รับการยอมรับจากกระทรวงสาธารณสุข โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เปิดอบรมผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีน และได้มอบใบอนุญาตแก่ผู่ผ่านการอบรมให้สามารถรักษาผู้ป่วยได้โดยทั่วไป เพื่อให้ประชาชนได้มั่นใจในการรับการรักษาโดแพทย์แผนจีนในฐานะการแพทย์ทางเลือก

การฝังเข็มเป็นวิธีการรักษาโรคที่มีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของจีน โดยทฤษฎีพื้นฐานของวิชาการฝังเข็มก็คือทฤษฎีเส้นทางการไหลเวียนของเลือดลมภายในร่างกาย แพทย์แผนจีนเชื่อว่าเส้นทางการไหลเวียนของเลือดลมมีลักษณะเป็นทางหลักและแขนงย่อยที่โยงใยถึงกัน จึงสามารถเชื่อมโยงอวัยวะส่วนต่างๆให้รวมเป็นองค์เดียวอย่างเป็นระบบ การรักษาโดยวิธีการฝังเข็มโดยทั่วไปมักจะเลือกฝังเข็มบนจุดลมปราณที่อยู่บนเส้นทางการไหลเวียนของเลือดลม เพื่อไปกระตุ้นให้ภูมิต้านทานโรคภายในร่างกายของผู้ป่วยทำงานหรือเพื่อปรับสมดุลภายในร่างกาย ทำให้สามารถรักษาโรคได้ตามความมุ่งหมาย

การแพทย์ในสมัยอยุธยามีลักษณะการผสมผสานปรับประยุกต์มาจากการแพทย์ของอินเดีย

9

มนุษย์รู้จักรักษาตัวมาแต่ดึกดำบรรพ์ โดยสัญชาติญาณแห่งการธำรงไว้ซึ่งความอยู่รอดของตนเองได้มีอยู่ในตัวของมนุษย์ตั้งแต่เกิดมีมนุษย์มาในโลกนี้ การสาธารณสุขในยุคดั้งเดิมนี้ก็มีอยู่บ้าง แต่ส่วนมากจะเน้นด้านการแพทย์ ในยุคนี้คนเชื่อว่าโรคเกิดจากปรากฎการณ์ตามธรรมชาติ การที่มนุษย์จะพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บได้ก็โดยการเซ่นไหว้ การบูชายันต์ เป็นต้น บุคคลสำคัญที่เริ่มงานทางด้านสาธารณสุข คือ พระพุทธเจ้า และหมอชีวกโกมารภัจจ์ ผู้เป็นหมอสมุนไพร พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักการสาธารณสุขที่ยอดเยี่ยม เพราะท่านได้ทรงบัญญัติให้พระต้องดื่มน้ำจากเครื่องกรองน้ำ และห้ามพระสาวกของพระองค์ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ลงในแม่น้ำลำคลอง จากศิลาจารึกของอาณาจักรขอม ซึ่งจารึกไว้ว่าประมาณ พ.ศ. 1725 – 1729 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลตามความเชื่อในพระพุทธศาสนา โดยสร้างสถานพยาบาล เรียกว่า อโรคยาศาลาขึ้น 102 แห่ง ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และบริเวณใกล้เคียง

ยุคประวัติศาสตร์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สมัย คือสมัยสุโขทัย การแพทย์ในสมัยสุโขทัย มีการค้นพบหินบดยาสมัยทวาราวดี ซึ่งเป็นยุคก่อนสมัยสุโขทัย และได้พบศิลาจารึกของพ่อชุนรามคำแหงบันทึกว่า ทรงสร้างสวนสมุนไพรชนาดใหญ่ไว้บนเขาหลวง หรือเขาสรรพยาซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัยสำหรับให้ราษฎรได้เก็บสมุนไพร ไปใช้รักษาโรคในยามเจ็บป่วย ศิลาจารึกกล่าวว่า ความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารว่า ป่าพร้าวก็หลายในเมือง ป่าลาวก็หลายในเมือง หมากม่วง ก็หลายในเมือง หมากขามก็หลายในเมืองในด้านอาหาร ศิลาจารึกว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” แสดงถึงความสมบูรณ์ด้านอาหารโปรตีนและอาหารแป้งด้วย

ด้านการแพทย์ในสมัยอยุธยา มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า การแพทย์ในสมัยอยุธยามีลักษณะการผสมผสาน ปรับประยุกต์มาจากการแพทย์ของอินเดียที่เรียกว่า อายุรเวทและการแพทย์ของจีน รวมทั้งความเชื่อทางไสยศาสตร์ และโหราศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพของชุมชน แนวคิดหลักของการแพทย์ไทยเป็นแบบอายุรเวท ซึ่งมีเป้าหมายที่สภาวะสมดุลของธาตุ 4 อันเป็นองค์ประกอบของชีวิตผู้ที่จะเป็นแพทย์ได้ต้องมีวัตรปฏิบัติที่งดงามในทุกด้าน ด้านความกตัญญูรู้คุณครูบาอาจารย์นั้น แพทย์ไทยนับถือว่าครูดั้งเดิมคือพระฤาษีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พบบันทึกว่า มีระบบการจัดหายาที่ชัดเจน สำหรับประชาชนจะมีแหล่งจำหน่ายยาและสมุนไพรหลายแห่งทั้งในและนอกกำแพงเมืองมีการรวบรวมตำรับยาต่าง ๆ ขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การแพทย์ไทย เรียกว่า ตำราพระโอสถพระนารายณ์

ระบบการทำงานของแพทย์และโรงพยาบาลทั้งเอกชนและรัฐบาล

คุณหมอส่วนใหญ่จะทำงานในโรงพยาบาลซึ่งแบ่งออกเป็นแผนกต่างๆ แล้วแต่ว่าจะทำงานในส่วนไหน ในกรณีที่เป็นการตรวจโรคทั่วไปการทำงานของหมอจะอยู่ในห้อง มีโต๊ะทำงานที่ใช้สำหรับตรวจและพูดคุยกับคนไข้ มีพยาบาลและผู้ช่วยคอยเป็นลูกมือในการทำงาน บรรยากาศก็จะเป็นการพบปะและสอบถามข้อมูลการรักษาคนไข้ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละราย มีการทำงานที่มีการพูดคุยเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีและไม่ทำให้เกิดสภาวะกดดันในการปฏิบัติหน้าที่  เมื่อทราบผลว่าผู้ไข้ป่วยเป็นอะไรก็จะส่งเรื่องไปตรวจยังแผนกต่างๆตามการรักษา   ซึ่งห้องทำงานของคุณหมอในแผนกต่างๆก็จะไม่เหมือนกันสภาพการทำงานของคุณหมอในโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลรัฐบาล และโรงพยาบาลต่างจังหวัด จะมีสภาพการทำงานที่แตกต่างกัน โรงพยาบาลรัฐบาล คนไข้ค่อนข้างเยอะทำให้มีเวลาในการรักษา หรือ ดูแลคนไข้ในแต่ละรายค่อนข้างน้อยเพื่อให้การรักษามีความทั่วถึง จึงเห็นได้ว่าแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐบาลจะมีภาระหน้าที่รับผิดชอบเยอะ และได้แสดงศักยภาพทางการทำงานอย่างเต็มที่ มีการแบ่งหน้าที่ในการรักษาอย่างชัดเจนตามแผนกต่างๆ  งบประมาณการทำงานต่างๆจะขึ้นอยู่กับรัฐบาล

โรงพยาบาลเอกชน คนไข้น้อยกว่าเนื่องจากค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งค่อนข้างสูง มีการแบ่งหน้าที่ในการรักษาอย่างชัดเจนเช่นกัน  จะมีเรื่องงานบริการเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะต้องดูแลคนไข้แต่ละรายอย่างใกล้ชิด มีเวลาอยู่กันคนไข้ค่อนข้างมาก จึงต้องมีจิตวิทยาในการพูดคุยกับคนไข้และญาติ ยกตัวอย่างเช่น หมอเด็กนอกเหนือจากการรักษาคนไข้แล้ว ยังต้องมีจิตวิทยาในการพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กให้เข้าใจในเรื่องการรักษาด้วยโรงพยาบาลต่างจังหวัด ส่วนใหญ่มีหมอรักษาการน้อย โดยเฉพาะต่างจังหวัดในอำเภอเล็กๆหรือห่างไกล คุณหมอหนึ่งท่านจะต้องรักษาคนไข้ได้ในหลากหลายอาการ และอาจมีหน้าที่นอกเหนือจากการเป็นหมอคือดูแลสิ่งที่ขาดเหลือในโรงพยาบาล ยกตัวอย่างเช่น แพทย์หญิง อนงค์พร ต้องไปรักษาการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล มีหมอประจำการเพียงสองคน ทำให้ต้องมีการผลัดกันเข้าเวรคนล่ะ 15 วันต่อเดือน และโรงพยาบาลแห่งนั้นยังไม่มีโรงอาหารเป็นสัดส่วน จึงต้องทำงบประมาณเพื่อสร้างโรงอาหารให้กับทางโรงพยาบาล การทำงานจะมีความท้าทายและต้องสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดี เพราะจะมีปัญหาในเรื่องของเครื่องมือ หรือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอ คนไข้ที่อาการหนักเกินกว่าจะรักษาในโรงพยาบาลได้ ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี

การให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อลดการสูญเสีย


ปัจจุบันในประเทศไทยนั้นมีการให้บริการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งมีบริการครอบคลุมทั่วทุกจังหวัด เนื่องจากการบริการการแพทย์ฉุกเฉินสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน เพาะเมื่อเกิดป่วยฉุกเฉินจะได้ส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว
การทำงานของระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินประกอบด้วย
1.การเจ็บป่วยฉุกเฉินและการพบเห็น ที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถรับรู้ได้ล่วงหน้า ซึ่งสมารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ฉะนั้นการจัดการความรู้ให้ประชาชนมีความรู้ความสามารถติดสินใจแจ้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก เพราะจะได้ช่วยเหลือผู้ป่วยให้มาถึงได้อย่างรวดเร็ว
2.การแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือที่รวดเร็ว โดยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง จะช่วยให้ทำงานได้อย่างรวดเร็วขึ้น
3.การออกปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน จะแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินระดับสูง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินระดับกลาง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินระดับต้น และหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น
4.การรักษาแบบฉุกเฉินตรงจุดเกิดเหตุเพื่อให้การดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสมโดยจะเน้นการส่งผู้ป่วยให้ถึงโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็วที่สุด
5.การดูแลผู้ป่วยในระหว่างนำส่งโรงพยาบาล ในส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญทางเจ้าหน้าที่จะต้องดูแลผู้ป่วยไม่ให้เจ็บช้ำไปกว่าเดิม ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะต้องได้รับการฝึกอบรมเทคนิคต่างๆมาเป็นอย่างดี
6.การนำส่งโรงพยาบาล จะต้องพิจารณาว่าโรงพยาบาลที่จะส่งตัวผู้ป่วยไปนั้นเหมาะสมหรือไม่ โดยจะต้องคำนึงถึงระยเวลาและความพร้อมของโรงพยาบาลนั้นๆด้วย เพื่อจะทำให้เกิดการสูญเสียลดลง
ดังนั้นการบริการการแพทย์ฉุกเฉินจึงมีความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินก่อนมาถึงโรงพยาบาลซึ่งเป็นการปฏิบัติการที่ช่วยให้ดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องและตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ทันการณ์ โดยจะเน้นการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยเป็นหลัก การให้ความช่วยเหลือที่รวดเร็ว ถูกต้อง รวมถึงการสื่อสารที่รวดเร็ว มีการบันทึกข้อมูลของผู้ป่วยที่ครบถ้วนและนำส่งอย่างปลอดภัย จะช่วยให้ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที ทางแพทย์สามารถทราบข้อมูลต่างๆได้ทำให้สามารถรักษาผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้จะช่วยลดปัญหาการเสียชีวิตลงไปได้ด้วย จะเห็นได้ว่าการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินนั้นมีความจำเป็นอย่างมาเลยทีเดียวเพราะอุบัติเหตุนั้นสามารถที่จะเกอดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา หากไม่มีการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ก็อาจจะต้องสูญเสียประชากรของประเทศไปอีกมาก